บทความชาร์มและความหมาย

เกือกม้านำโชค: ทำไมต้องเป็นเหล็ก หันปลายขึ้นหรือลง และตำนานนักบุญที่ไม่เก่าอย่างที่คิด

คนอังกฤษตอกเกือกม้าไว้ที่ประตูมาหลายร้อยปี แต่เหตุผลจริงคืออะไร ต้องหันปลายขึ้นหรือลง และเรื่องนักบุญดันสตันตีเกือกให้ปีศาจเก่าแค่ไหน เราไล่ดูจากบันทึกเก่าและพิพิธภัณฑ์ให้แล้ว

เกือกม้าเหล็กเก่าหันปลายขึ้น ตอกอยู่บนประตูไม้ทาสีฟ้าที่สีลอก

สรุปสั้น ๆ

  • เหตุผลเก่าที่สุดคือเหล็ก คนยุโรปเชื่อว่าเหล็กกันแม่มดและภูตได้ บันทึกปี 1696 เล่าว่าคนตอกเกือกม้าไว้ที่ธรณีประตูเพื่อกันอำนาจแม่มด
  • หันปลายขึ้นหรือหันลงไม่มีคำตอบเดียว แต่ละท้องถิ่นในอังกฤษยังถือต่างกัน
  • เรื่องนักบุญดันสตันตีเกือกม้าให้ปีศาจ ฉบับเก่าที่สุดที่ระบุปีได้คือกลอนปี 1852 ส่วนตำนานยุคกลางจริง ๆ เล่าว่าท่านใช้คีมหนีบจมูกปีศาจ
  • นักบุญดันสตันเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของช่างทองและช่างทำเครื่องประดับ

เกือกม้าดูเป็นเครื่องรางที่เข้าใจง่ายที่สุด รูปทรงคุ้นตา ความหมายก็ตรงไปตรงมาว่าโชคดี แต่พอย้อนไปดูบันทึกเก่าจริง ๆ เรื่องราวมีหลายชั้นกว่านั้น และบางเรื่องที่เล่ากันทั่วไปก็ใหม่กว่าที่คิดมาก

ทำไมต้องเป็นเหล็ก

ในหนังสือ Miscellanies ปี 1696 จอห์น ออบรีย์ นักบันทึกเรื่องเก่าชาวอังกฤษ เขียนว่าคนตอกเกือกม้าไว้ที่ธรณีประตูเพื่อกันอำนาจของแม่มด และเล่าว่าบ้านหลายหลังในย่านเวสต์เอนด์ของลอนดอนก็มีเกือกม้าที่ธรณีประตู เขาบันทึกไว้ด้วยว่าเกือกม้าที่ใช้ควรเป็นอันที่เก็บได้เอง

เหตุที่ต้องเป็นเหล็ก มาจากความเชื่อพื้นบ้านยุโรปว่าภูตผีและนางฟ้าในนิทานกลัวเหล็ก หนังสือ The Magic of the Horse-Shoe ของโรเบิร์ต มีนส์ ลอว์เรนซ์ ปี 1898 รวบรวมความเชื่อนี้ไว้ พร้อมทฤษฎีอื่น เช่น รูปทรงที่คล้ายพระจันทร์เสี้ยว และรูตะปู 7 รูซึ่งถือเป็นเลขลึกลับ

เกือกม้าเหล็ก ค้อน และตะปูเกือกหัวเหลี่ยม บนโต๊ะไม้เก่าในโรงตีเหล็ก
เกือกม้าเหล็ก ค้อน และตะปูเกือก ภาพประกอบ

แต่เรื่อง 7 รูต้องฟังหูไว้หู คู่มือของโครงการ Portable Antiquities Scheme ในอังกฤษระบุว่าเกือกม้ายุคกลางส่วนใหญ่มีรูข้างละ 3 รู รวม 6 รู ส่วนเกือกยุคหลังมีข้างละ 3–4 รู

ตำนานนักบุญดันสตัน เก่าจริงแค่ไหน

ดันสตันเป็นบุคคลจริง มีชีวิตราว ค.ศ. 910–988 เป็นอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีระหว่างปี 959–988 และเป็นช่างโลหะฝีมือดี จนได้เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของช่างทองและช่างทำเครื่องประดับมาจนทุกวันนี้

เรื่องที่เล่ากันแพร่หลายคือ ดันสตันตีเกือกม้าให้ปีศาจ แล้วปีศาจต้องสัญญาว่าจะไม่เข้าใกล้เกือกม้าอีก แต่เราไม่พบแหล่งยุคกลางที่เล่าเรื่องนี้ ฉบับเก่าที่สุดที่ระบุปีได้คือกลอนของเอ็ดเวิร์ด จี. ฟไลต์ ปี 1852 ชื่อ The Horse Shoe: The True Legend of St. Dunstan and the Devil

ตำนานยุคกลางตัวจริงเป็นอีกเรื่อง ชีวประวัติดันสตันที่ออสเบิร์นเขียนไว้ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 11 เล่าว่าท่านใช้คีมหนีบจมูกปีศาจ สำหรับร้านเครื่องประดับอย่างเรา เรื่องนี้น่ารักดี นักบุญของช่างทำเครื่องประดับกลายเป็นพระเอกของเครื่องรางที่คนนิยมที่สุดชิ้นหนึ่ง แม้เรื่องเกือกม้าจะเพิ่งมีคนแต่งเติมเข้ามาในยุควิกตอเรียก็ตาม

หันปลายขึ้น หรือหันลง

ไม่มีคำตอบเดียว แต่ละท้องถิ่นในอังกฤษถือต่างกัน ในดาร์บีเชียร์นิยมหันปลายขึ้นเพื่อเก็บโชคไว้ไม่ให้ไหลออก และพิพิธภัณฑ์ชีวิตชนบทอังกฤษก็อธิบายว่ารูปตัวยูช่วยรองรับโชค ส่วนในอ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์นิยมหันปลายลง และที่รัตแลนด์เล่าว่าหันลงเพื่อไม่ให้ปีศาจมาทำรังในเกือก และให้โชคหล่นใส่คนที่เดินลอดผ่าน

ชาร์มเกือกม้าของเราวางแบบหันปลายขึ้น ตามแบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย

เกือกม้าในประวัติศาสตร์จริง

ที่ปราสาทโอ๊กแฮมในรัตแลนด์ มีธรรมเนียมว่าขุนนางที่มาเยือนเมืองต้องมอบเกือกม้าไว้หนึ่งอัน ทุกวันนี้มีเกือกม้าแขวนโชว์อยู่ราว 230 อัน อันที่เก่าที่สุดเป็นของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ในปี 1470

อีกชิ้นอยู่ในคอลเลกชันของราชวงศ์อังกฤษ คือท่อนเสากระโดงหน้าของเรือ HMS Victory เรือธงของเนลสันในยุทธนาวีทราฟัลการ์ ปี 1805 ท่อนเสานี้มีรูกระสุนจากการรบ และมีเกือกม้าเหล็กติดอยู่ทางกราบซ้าย ส่วนเรื่องที่ว่าเนลสันสั่งให้ตอกเอง ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่การตอกเกือกม้าไว้กับเสากระโดงเป็นความเชื่อของกะลาสีที่มีบันทึกไว้จริง

เกือกม้ายังไปจับคู่กับตาปีศาจด้วย ในอานาโตเลียของตุรกีมีการแขวนเกือกม้าและเกือกลาคู่กับลูกปัดสีน้ำเงินไว้ที่บ้านและในรถ ทางภาคเหนือของกรีซก็แขวนเกือกม้าประดับลูกปัดสีน้ำเงินและแดงไว้ที่ประตู และบางแห่งในอานาโตเลียยังมองว่ารูปเกือกม้าคล้ายดวงตากับคิ้ว

เกือกม้าบนข้อมือ

ชาร์มเกือกม้าสีขาวปลายทอง บนแท่งสไลด์สีเงิน

ชาร์มเกือกม้าของเราเป็นสเตนเลสสตีลและงานลงยาสีขาว แต้มจุดสีทอง ปลายทั้งสองข้างสีทอง ถ้าอยากเล่าเรื่องแบบเดียวกับเกือกม้าในอานาโตเลีย ลองใส่คู่กับตาปีศาจ หรือถ้าอยากได้ความหมายแบบไทย ก็เลือกสีสายตามสีเดชหรือสีศรีของวันเกิด

แหล่งอ้างอิง

ช้อปจากบทความ

สินค้าที่พูดถึงในบทความนี้